วิจารณ์ - วิวาท?

posted on 03 Feb 2008 01:44 by penzacola  in Mockery

หากท่านเพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก กรุณาอ่าน Disclaimer เสียก่อนเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพจิตของตัวท่านเองครับ

 

วิจารณ์ - วิวาท?

เรื่องเก่าเล่าได้อีกหลายรอบสำหรับทุกวงการที่มี คนช่างทำ และ คนช่างติ มาอาศัยอยู่ด้วยกัน

ผ่านมาหลายร้อน ฝน และหนาว แล้วนะครับ สำหรับวงการงานเขียน ภาพยนตร์ เกมส์ และการเมืองไทย ที่ได้มีความพยายามพัฒนาเทคนิคและนโยบายหลายต่อหลายด้านหลายรูปแบบ ด้วยความพยายามที่จะผลักดันทุกวงการในประเทศไทย ให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์หรอกครับ เรื่องเกมส์เองตอนนี้ก็เป็นแค่นักเล่น ไม่ใช่นักพัฒนา แต่ที่แน่ ๆ ผมเป็นนักเขียนครับ ดังนั้นผมเห็นว่าไหน ๆ จะวิจารณ์อะไรสักอย่างแล้ว ก็คงต้องวิจารณ์นักเขียนด้วยกัน

อ้าวแล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับวงการต่าง ๆ ข้างต้นที่ว่าล่ะครับ? ก็บรรดาเสียงวิจารณ์ทั้งหลายที่มีต่องาน ซึ่งคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามผลิตและพัฒนากันเลือดตาแทบกระเด็นขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนไทยด้วยกันแท้ ๆ กับถล่มซะจนไม่เหลือชิ้นดีไงล่ะครับ

โดยพื้นฐานการเขียนของผมแล้ว ผมก็เป็นคนตรงไปตรงมานะครับ อะไรห่วยก็บอกไปตรง ๆ ว่าห่วยน่าจะทำไงถึงจะหายห่วย อะไรเข้าท่าก็บอกไปตรง ๆ ว่าเข้าท่า คิดว่าทำอย่างไรถึงจะดีขึ้นได้

แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ครับ ที่ฟิวส์ผมมันมักจะขาดเป็นประจำเมื่อเห็นกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองเป็น นักวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญศิลปะร้อยแปดแขนงเสียเต็มขั้น ตีพิมพ์บทความส่งเดชเสียจนผมเองยังไม่กล้าเรียก ว่าเป็นบทความวิจารณ์เสียด้วยซ้ำ

แล้วอย่างไรจึงจะเรียกว่าบทความวิจารณ์? ลักษณะของบทความวิจารณ์ตามหลักนั้น ถามอากู (ลุงกูน่ะครับ แกอยู่ที่บ้านเลขที่ www.google.com แค่เปิด Firefox หรือ IE ขึ้นมาก็สามารถเรียกถามได้ทุกเวลาอยู่แล้วครับ) ก็ได้คำตอบแล้วครับ ดังนั้นจะเสียเวลาคนอ่านน้อยกว่าหากผมไม่ตีพิิมพ์มันในบันทึกนี้ อีกทั้งต้นฉบับยังแม่นยำกว่าด้วย

แต่ผมมีคำแนะนำง่าย ๆ ที่จะทำให้ท่านผู้อ่านใช้เป็นมาตรฐานการวัดความเป็นการวิจารณ์ ของบทความใดบทความหนึ่ง จะนำไปใช้กับบทสัมภาษณ์ก็ได้นะครับ มีหลักการเดียวกัน

ขอให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการนะครับ ว่าผู้สร้างผู้ปฏิบัติ (ในที่นี้จากสี่วงการข้างต้นก็คือ นักเขียน ผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้พัฒนาเกมส์ และนักการเมือง) สมมติให้บุคคลทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นนักมวยครับ ในที่นี้ผมขอยืมรูปของเจ้าหนู อิปโป้ มาแสดงเพื่อให้เห็นภาพกันจะ ๆ ซึ่งในภาพแรกนี้ ก็เหมือนกับบรรดาบุคคลข้างต้น ขึ้นสังเวียนในวงการตัวเองมานาน แลกหมัดกับคู่ชกมาสะบักสะบอม อย่างในภาพนี้ครับ

ทีนี้พอหมดยกปั๊บหลังจากสะบักสะบอมอย่างนี้แล้วเนี่ย นักมวยก็ต้องเมาหมัดเป็นธรรมดาครับ ความคิดในหัวตอนนี้นี้มีแต่จะเหวี่ยงกำปั้นใส่คู่ชกอย่างเดียวแล้ว เทคนิคสารพัดที่ตอนยังไม่ขึ้นชกท่องได้ปร๋อ ตอนนี้คืนครูไปหมดแล้วครับ มันก็เป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยงที่จะมาจัดการให้เข้าที่เข้าทางด้วยการให้น้ำ แล้วก็บอกทางมวย

ใช่ครับ สิ่งที่พี่เลี้ยงพูดตอนให้น้ำนั่นล่ะครับคือการวิจารณ์อย่างแท้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อวงการมวย นักมวย ค่ายมวย คนดู โฆษก ทุกคนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น รวมทั้งคู่ชกที่จะได้พิสูจน์ฝีมือกับนักมวยจริง ๆ ด้วย แบบที่ตาลุง เก็นจิ พูดกับ อิปโป้ทุกครั้งที่โดนยำซะเละตุ้มเป๊ะกลับมานั่งที่มุมนั่นล่ะครับ

เริ่มต้นด้วยการพูดเรียกสตินักมวยกลับมาก่อน เจ็บไหม? ไหวไหม? เจ็บตรงไหน? ให้รู้ว่านักมวยรู้ตัวอยู่ยังไม่ถึงกับจิตหลุดต้องโยนผ้าแล้ว ก็เริ่มใส่ได้เลยครับ

"เห็นไหมนั่นฝั่งนู้นตาซ้ายเขาเปิดไม่ขึ้นแล้ว อย่ามัวเดินใส่ด้านหน้าตุ้ยท้องอย่างเดียว หลบเข้าจุดบอดก่อนจะได้ไม่โดนหมัดมาก"

อะไรประมาณนี้ แบบนี้จึงเรียกว่าเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นแจ้งในทางออกและมุมมอง โดยที่ทั้งผู้วิจารณ์และผู้ปฏิบัตินั้น พูดคุยคบหากันได้อย่างมีความสุขครับ

นักมวยกับพี่เลี้ยงก็จะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับค่ายมวยได้สืบต่อไป

นักมวยกับพี่เลี้ยงก็จะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับค่ายมวยได้สืบต่อไป

ทีนี้กระแสงานเขียนที่ผู้เขียนเรียกว่าบทความวิจารณ์ มันไม่ค่อยจะเข้าข่ายนี้สักเท่าไหร่นะครับ เทียบกันก็คงคล้าย ๆ กับการจินตภาพเอาว่า ตาลุง เก็นจิ เดินขึ้นไปให้น้ำ อิปโป้ บนเวทีแล้วพูดเหมือนแฟนมวย ที่กำลังหงุดหงิดเนี่ย มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ?

"ที่สอนไปน่ะจำมั่งสิวะ ทำไมมัวแต่เดินตุ้ยท้องมันอยู่ได้ กินหมัดแม่งไปกี่หมัดแล้ว หัดเงยหน้าดูซะมั่งสิว่ามันมองขวาไม่เห็น..."

พูดงี้ยังไม่ทันจบหรอกครับ อิปโป้ มันคงหน้ามืดลุกขึ้นมา เด็มพ์ซี่ โรลล์ ใส่ตาลุงลงไปสลบเหมือดอยู่ข้างเวทีแน่นอน ค่ายมวยก็เสียชื่อ นักมวยก็ไม่ได้ต่อย โฆษกก็ไม่ได้มวยพากย์ต่อ มีคนกลุ่มเดียวที่มักจะดีอกดีใจสะใจที่ได้เห็นความพินาศแบบนี้ คือคนดูครับ...

กลุ่มคนที่ผมว่าวิจารณ์ส่งเดชเนี่ย จุดประสงค์ของเขาดูแล้วอึมทึมนะครับ เหมือนกับพยายามจะสร้างความพินาศให้กับผู้อื่น เพื่อเอาใจคนหมู่มากซึ่งชอบเห็นความพินาศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยต้องการที่จะดึงความสนใจมาสู่ตัวเอง อย่างปราศจากความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ซึ่งพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะนำสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ มาสู่สังคมเรา

พฤติกรรมแบบนี้ เหมือนกับจงใจ ดึง Traffic หรือ ยอดขาย มาสู่งานเขียนและสิ่งพิมพ์ของตัวเองมากกว่า บรรณาธิการที่โยนโจทย์อย่างนี้ให้กับลูกน้องตัวเองก็ดี นักเขียนที่ยังหัดเขียนก็ดี หรือคนที่ไม่ใช่นักเขียนแล้วอ้างตัวเอาว่าเป็นนักเขียนก็ดี เริ่มสำนึกที่จะวิจารณ์กันให้เกิดผลอันประเสริฐ กับผู้ที่ถูกวิจารณ์บ้างแล้วหรือยังครับ? อย่างน้อยถึงแม้งานจะมีที่ติเยอะเสียไม่เหลือดี แต่ก็ให้เจ้าของงานรู้สึกดีที่ได้อ่านบทความวิจารณ์บ้างเถอะนะครับ มันอาจจะได้จำนวน Traffic ลดลง หรือคนอ่านไม่มาก แต่คนที่อ่าน ก็คือกลุ่มคนที่บทความเหล่านั้นมีความหมายสำหรับเขาจริง ๆ

สังคมเรานั้นปากว่ารังเกียจคนที่ถือเงินเป็นพระเจ้า แต่สุดท้ายแล้วเมื่อกำหนดคอนเซปต์ของงานเขียน ก็ยังใส่ความละโมบ หวังเอาเต็ม "อัตตา" ว่าจะต้องดึงเงินออกจากกระเป๋าผู้อ่านให้ได้ แม้ว่าผู้อ่านจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยก็ตาม

ผมมันก็แค่นักเขียนกระเป๋าแบน ๆ ครับ บทความนี้ก็เขียนโดยความเห็นของผมฝั่งเดียวเท่านั้น

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาอ่านจนจบครับ

 

Penz

 

อืม... ว่าแต่เจ้าหนู อิปโป้ ของเราต่อยมาหลายเล่มแล้วเหมือนกันนะเนี่ย...

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

คงจะครบร้อยเล่มเร็วๆวันนี้

#1 By SeaL on 2008-02-03 02:05