เมืองพุทธ
วันนี้ผู้เขียนเข้าไปอัพเดทเหตุการณ์ปัจจุบันในเว็บ MThai อ่านข่าวคราวชาวบ้านชาวช่องไปพอเป็นพิธี แล้วก็ได้พบกับกระทู้นี้เข้าโดยบังเอิญ
บทความชื่อว่า "ทำไมคนพุทธ แต่ไม่รู้เรื่องพุทธ" เขียนโดยคุณ ลีลาวดี
http://webboard.mthai.com/7/2008-03-12/373481.html?60
ด้วยความเห็นส่วนตัวผมแล้วนั้น บทความนี้เขียนถึงพุทธศาสนาและความเชื่อที่รายล้อมอยู่ อย่างค่อนข้างจะเป็นกลาง ผู้เขียนอธิบายถึงความเสื่อมของพุทธศาสนิกชนในยุคปัจจุบันไว้พอประมาณ แล้วตบท้ายด้วยการตอกย้ำจิตสำนึก ให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของการศึกษาพุทธศาสนา
บทความเกี่ยวกับศาสนาที่ค่อนข้างเป็นกลางนั้น สามารถหาอ่านได้ค่อนข้างยาก ชาวพุทธเองก็ยังต้องยอมรับว่า แม้บทความที่เขียนขึ้นโดยพระสงฆ์เองนั้น ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่ไม่น้อยที่ขาดความเป็นกลางในการแสดงความเห็น
จึงถือว่าเป็นบทความที่นาน ๆ ทีจะได้เห็นในที่สาธารณะ (สามารถหาอ่านได้ง่ายหากค้นจากบันทึกเก่า ๆ ในอินเตอร์เน็ต หรือไปอ่านตามร้านหนังสือและห้องสมุด) ผมก็เลยให้ความสนใจกับความคิดเห็นกับผู้อ่านเป็นพิเศษ แล้วเริ่มเลื่อน Scroll Bar ด้านข้างลงไปอ่านจากความเห็นแรก ส่วนใหญ่ก็เป็นบทความแสดงความเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยในบางจุดบ้าง ก็เป็นธรรมดาของการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยแล้วจะเป็นมิจฉาทิฏฐิอะไร ประกอบกับมีโฆษณายาลดน้ำหนักมหัศจรรย์มาด้วยประปราย ก็เข้าใจว่าทุกคนก็ต้องดินรนทำมาหากินกันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่อ่านไปอ่านมา ก็โดนความเห็นแบบในรูปข้างล่างนี้ เตะลูกตาเข้าจนได้

ความเห็นนี้...
เป็นความเห็นชั้นเซียนเลยครับ ผมเองต้องยกนิ้วโป้งให้สองนิ้ว
สำหรับความสามารถสุดยอด ยอดสุดของ คุณมาม่าแมวสับ จริง ๆ
ตลอดชีวิตการเป็นนักเขียนของผมเองนั้น ไม่เคยสามารถเขียนบทความอะไร
ในหัวข้อที่ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันเลยสักเสี้ยวเซลล์สมองเดียว
ออกมาได้ยาวขนาดนี้มาก่อน ถ้ามาทำอาชีพนักเขียนนี่ บก. รักตายเลยครับ
เขียนแบบนี้ดึงเรตติ้งได้กระฉูดทะลุเพดานบินแน่
เพราะธรรมชาติของตลาดงานเขียนนั้น ผู้อ่านโดยรวม ชอบอ่านความพินาศ
บทความที่มีเนื้อหาเป็นเท็จ
และการกล่าวอ้างแบบไม่ต้องมีหลักฐานประกอบอยู่แล้ว
หากมีผู้ใดอ่านความเห็นด้านบนแล้วรู้สึกเห็นด้วยกับผู้เขียนความเห็นนี้
ผมแนะนำให้ท่านสงบสติอารมณ์เอาไว้ แล้วอย่าโพสท์ Comment เด็ดขาดครับ
เพราะชื่อของท่านจะหม่นหมองไปโดยใช่เหตุ
แก่นแท้ของศาสนาพุทธคืออะไรนั้น ผมจะไม่กล่าวถึง เพราะบทความฟรีของท่าน พระธรรมโกษาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) ท่านอธิบายไว้ดีแล้ว ได้ถูกตีพิมพ์มานับรอบไม่ถ้วนอีกต่างหาก พิมพ์ไปก็รกพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ Exteen เสียเปล่า ๆ
กล่าวถึงความเข้าใจผิดในพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง เพราะทุกบุรุษบุคคลและสรรพสิ่งบนโลกนั้น ล้วนต้องถูกเข้าใจผิดเป็นธรรมดา ทว่า การปล่อยให้ตัวเองเข้าใจผิดอยู่เป็นนิจนั้น เป็นกิจอันผู้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยอันทำให้เราเกิดมาแล้ว เสียชาติเกิดโดยไม่รู้ตัว
ชีวิตมนุษย์เรานั้น หากเฉลี่ยกันเอาสั่ว ๆ ตามแบบฉบับผม ก็อยู่ได้ประมาณ 60-80 ปีหากไม่ประสบอุบัติเหตุหรือโรคร้ายตายเสียก่อน จากประสบการณ์ตรงของผมนั้น ผมใช้เวลาอ่านหนังสือสรุป "พุทธศาสนาคืออะไร" เพียงแค่ครึ่งวันก็จบเล่ม ศึกษาเพิ่มเติมจากฉบับย่อของพระไตรปิฎกอีกสองวัน สนทนาธรรมกับพระตามกาล (แปลว่าเจอกันก็คุย) สรุปจำนวนเวลาที่ใช้ทำความเข้าใจศาสนาพุทธนั้น ตลอดชีวิตไม่ถึง 1 ปีก็ควรจะถึงภาคทฤษฎีได้หมด ภาคปฏิบัติเราไม่ต้องพูดกันเพราะต้องทำไปจนตาย
ขึ้นชื่อว่าเกิดในแผ่นดินไทย แผ่นดินพุทธแล้วนั้น เจียดเวลาในชีวิตสักนิดลองศึกษาพุทธศาสนาแบบจริง ๆ จัง ๆ ดูบ้างเถิดครับ ถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาอื่นก็คิดซะว่าหาความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้าน ไว้ประดับบารมีบ้าง พบปะเข้าสังคมกับคนพุทธจะได้ดูมีเสน่ห์
ผมเองยังต้องอ่าน Bibleไว้คุยกับฝรั่งเลย เขาชอบนะเวลาเราเข้าใจความคิดเขาเนี่ย สมัยหนุ่ม ๆ ผมไม่มีความรู้เรื่อง God มากนัก ก็ปล่อยปละละเลย ไม่ได้ใส่ใจศึกษา เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ God ต่าง ๆ นานา จนได้มีโอกาสมาอ่านและทำความเข้าใจความเป็นไปของ ศาสนาคริสต์และอิสลาม ในภายหลังจึงรู้สึกอยากตบหน้าตัวเอง ที่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องในอดีตไปหลายเรื่อง เบ็ดเสร็จใช้เวลาศึกษาไม่นานหรอกครับ เพียงแค่ต้องตั้งใจอ่านอย่างไม่มีอคติ และสนทนากับเจ้าของศาสนาด้วยตนเองพอประมาณ
ศาสนาทุกศาสนาคือ "หนทาง"
ครับ ไม่ใช่ "ความเชื่อ"
หากท่านผู้อ่านเข้าถึงศาสนาใดศาสนาหนึ่งในโลกนี้แล้ว
ย่อมเข้าใจข้อเท็จจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี และถ้าทุกคนในทุกศาสนา
เข้าใจศาสนาของตนเองอย่างถ่องแท้แล้ว
โลกเราก็ไม่เกิดความขัดแย้งทางศาสนาอย่างที่เป็นในปัจจุบันนี้หรอกครับ
สุดท้ายนี้ ขอบคุณผู้อ่านที่อดทนอ่านจนจบเช่นเคยนะครับ
Penz
ผิดพลาดประการใด ยินดีรับข้อเสนอแนะครับ
*เพิ่มเติม* เห็นคอมเมนท์หลายคอมเมนท์แล้วใจหายหน่อย ๆ จุดประสงค์จริง ๆ ของ Entry นี้คือต้องการอธิบายว่า ก่อนจะกล่าวโทษสิ่งใดนั้น ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจแก่นแท้ ของสิ่งนั้น ๆ ที่เป็นประเด็นก่อน หรือแม้แต่อย่าตีขลุมอธิบายมาตามความเข้าใจจากสภาวะแวดล้อม โดยปราศจากการศึกษาให้เห็นด้วยตนเอง
สังคมเรานั้นเสื่อมถอยลง เพราะความเข้าใจผิด ทั้งที่ยังขาดการศึกษา และไตร่ตรอง พุทธศาสนาเอง ก็เสื่อมถอยลง เพราะศาสนิกชนเชื่อตามคำบอกเล่ากัน จนขาดการศึกษาให้เข้าใจเนื้อแท้ของพระธรรม ทำให้ผู้มีปัญญาที่ขาดความรอบคอบ เกิดเบื่อหน่ายศาสนาทั้งที่ยังไม่มีโอกาศได้ศึกษาคำสอนที่แท้จริง
ขออภัยที่ทำให้หลายท่านเข้าใจประเด็นผิดไปครับ
โอววว นี่หรือ เมืองพุทธ
คนอื่นจะเข้าใจพิงค์ไหมนี่ อย่าทะเลาะกันเลย
เพราะมีคนอย่างเขาอยู่มั้ง....เจ้าของกระทู้เขาเลยเขียนกระทู้นั้นขึ้นมา
#1 By a - สุ - จิ -( ปุ - ริ) on 2008-03-18 21:14