จับเสือมือเปล่า

posted on 20 Mar 2008 23:25 by penzacola  in Daily-Rant

จับเสือมือเปล่า

 

วันนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องภัยใกล้ตัวของคนเมืองกันบ้างครับ

 

ประเด็นนี้ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ค่อยบ่อยครับ แต่เกิดขึ้นบ่อยมากในวงการรับเหมาหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโครงการบ้านจัดสรรค์และห้องชุดอาคารสูงครับ

เรื่องราวมันย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ๆ ครับ คุณพ่อผมท่านเป็นผู้รับเหมาขนส่ง ได้รับฟังบทเรียนจากท่านหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่องการประมูลงานราชการครับ โดยปกติแล้วงานขนส่ง หรือรับเหมาก่อสร้างระดับท้องถิ่นนั้น เป็นงานที่เสนอราคากันในวงเล็ก ๆ มักจะไม่ต้องยื่นซองกันเป็นหลักเป็นฐาน แต่อาศัยความรู้จักมักคุ้นกับทางราชการ แล้วก็คนในวงการ แบ่งงานกันไปรับเหมาทำกันไป อยู่กันได้หลายปี ผู้รับเหมาก็ไม่ค่อยโกงวัสดุ โกงงานสักเท่าไหร่ เพราะรู้จักกันหมด ราคาที่ได้ก็มีกำไรพออยู่แล้ว

แต่เมื่อหลังยุคฟองสบู่แตก อะไร ๆ มันก็เริ่มเปลี่ยนไป มีผู้รับเหมาหน้าตาแปลก ๆ ไม่รู้จักมักจี่กับคนในวงการ ผลงานก็ไม่ปรากฎ อาศัยเส้นสายว่าเป็น อบต.บ้าง สจ.บ้าง หรือไม่ก็รู้จักกับบุคคลข้างต้นบ้าง มาตัดงานไปในราคาถูกขนาดที่ผู้รับเหมามืออาชีพทำไปก็ไม่มีกำไร แล้วจู่ ๆ คนนอกวงการ ประสบการณ์ก็ไม่มี มารับเหมาไปในราคาแบบนี้ ผลสุดท้าย ก็ปรากฏออกมา เป็นการเบิกเงินรัฐไปล่วงหน้า แล้วส่งงานไม่ได้มาตรฐาน ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ สร้างถนนไม่ทันสุดทาง ที่ต้นทางเริ่มพัง หรือไม่ก็เบิกเงินไปแล้ว งานล้ม เงินหายไปไหนก็ไม่รู้ตัดถนนได้ยังไม่ถึงครึ่งทาง..



นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านนอก ช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมานี้

แล้วมันเกี่ยวกับภัยของชีวิตคนกรุงอย่างไร? เนื่องจากเหตุการณ์นี้ผมไม่ได้ประสบด้วยตัวเอง ประกอบกับทั้งผมไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรม ผมจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น โดยไม่ระบุชื่อหรืออธิบายลักษณะอันจะพาดพิงไปถึงใครทั้งสิ้นครับ

ถ้าท่านผู้อ่านอาศัยอยู่ในกรุงเทพ ฯ คงจะสังเกตุเห็นว่าพักหลัง ๆ นี้นั้น มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้มีการสั่งซื้อ สั่งจองบ้านจัดสรรค์หรือคอนโดมิเนี่ยม ตั้งแต่โครงการยังไม่ลงเสาเข็ม เกิดขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อนของผมคนนึงไปผ่อนห้องในโครงการหนึ่งเอาไว้ ปรากฎว่าเวลาเนิ่นนานผ่านไป การก่อสร้างที่หนดว่าจะเริ่ม ก็ไม่ยอมเริ่มสักที ผ่อนมาเรื่อย ๆ ก็หมดไปหลายแสนแล้ว มาสืบทราบเอาทีหลังว่า โครงการนี้เปิดให้ผ่อนมาหลายปี มีคนผ่านไปแล้วเกือบถึงสองล้านบาทด้วย

เมื่อกลุ่มผู้ซื้อเริ่มเอะใจ ก็มีการสาวเรื่องไปถึงโครงการอื่น ๆ ของบริษัทนี้ ซึ่งสร้างใกล้เสร็จแล้วอีกหลายโครงการ จนสุดท้ายเมื่อบริษัทประวิงเวลาไม่ไหว เรื่องบานปลายขึ้นมาก็ประกาศออกมาว่า โครงการจะไม่สร้างแล้วเพราะขาย (ล่วงหน้า) ไม่หมด แล้วบอกปากเปล่ากับลูกค้าว่าให้ไปคุยกัน จะคืนเงินให้ แต่พอทำเรื่องคืนเงินจริง ๆ ก็ปรากฎว่าบริษัทพยายามบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมจ่าย แล้วยังให้ข้อมูลกับผู้ที่ไปขอคืนเงินว่า ทางบริษัทดีใจถ้าใครยกเลิกสัญญาตอนนี้ เพื่อจะขายในราคาสูงกว่า ในราคาตารางเมตรละ 80,000 บาท แต่เมื่อมีการติดตามเรื่องก็พบว่า แม้โครงการจะล่มไปแล้ว สำนักงานขายกลับยังเปิดอยู่ โดยมีความพยายามหาผู้ซื้อเพิ่มและเสนอราคาอยู่ที่ ตารางเมตรละ 63,000 บาท

เพื่อนผมได้รับข้อเสนอจากบริษัทนี้ ให้ไปผ่อนโครงการอื่นในเครือต่อแทน โดยยกเงินที่ผ่านมาทั้งหมดไป ทว่าโครงการเหล่านั้นที่เป็นตัวเลือก ไม่ได้เป็นโครงการในช่วงราคาเดียวกัน แต่แพงกว่าลิบลับ อีกทั้งยังห่างจากทำเลเดิมอีกต่างหาก

ถึงตอนนี้ผู้อ่านคงทราบแล้วว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไปมาอย่างไร นี่ล่ะครับ เรื่องเก่าเล่าใหม่อีกเรื่อง ที่ควรเก็บจำไว้เป็นบทเรียน



จับเสือมือเปล่า โดยสรุป

หลายท่านคงจำโฆษณาของ Land & House เมื่อหลายปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี กับประโยคสุดสะเทือนใจ (ผมคนเดียวหรือเปล่า?) ที่ว่า

"บ้าน... ไม่ได้เห็น ไม่ได้เลือก อย่าซื้อ"

กรณีห้องชุดอาคารสูงที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนผมข้างต้น สรุปออกมาได้ง่าย ๆ คือ

กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งตั้งบริษัท ด้วยเงินทุนค่าโฆษณา จัดหาที่ดินอีกประมาณสองสามแห่ง อาจมีการตกลงเบื้องหลังเอาไว้กับเจ้าของที่ ว่าถ้าได้สร้างแล้วค่อยจ่าย จากนั้นเริ่มโปรโมตโครงการทุกโครงการพร้อมกัน เป็นโครงการ A B และ C หาคนมาจองแล้วผ่อนไปเรื่อย ๆ ทั้งสามโครงการแต่แทนที่จะบริหารเงินแยกกัน กลับเอาเงิน จากโครงการ A B C ทั้งหมด ไปสุมไปไว้ที่โครงการ A เพียงที่เดียว โดยเตะถ่วงกำหนดการของอีกสองโครงการไว้ ถ้าได้เงินเยอะหน่อย ก็อาจขึ้นโครงการ B ด้วย

สุดท้าย ก็ตัดโครงการ C ทิ้งไป โครงการ A กับ B สร้างเสร็จ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนมาซื้อจนหมดแทบจะในทันที เพราะโครงการที่เลือกสร้าง มักอยู่ในทำเลที่มีคนซื้อแน่นอนอยู่แล้ว สุดท้ายบริษัทก็ฟอกเงินกำไรทั้งหมด แล้วเตรียมตั้งบุคคลไว้ล้มละลายหนึ่งคน นอกนั้นก็หนีหายไป

 

ทำไมจึงทำแบบนี้?

1. ถ้ากู้เงินธนาคาร กว่าจะสร้างเสร็จดอกเบี้ยก็สูง และส่วนมากคนที่มีความคิดอัปรีย์แบบนี้ มักจะมีประัวัติทางการเงินที่ธนาคารไม่ค่อยชอบ

2. ไม่ต้องลงทุนมากแค่มีค่าโฆษณาตั้งต้นสักล้านสองล้าน กับหน้าด้าน ๆ แล้วก็มีตำรวจ ทหาร ทนาย กันท้ายให้ก็ไปรุ่ง

3. คนไทยเอาเรื่องคนไม่เก่ง เพราะไม่คุ้นเคยกับการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภค อีกทั้งงานคุ้มครองผู้บริโภคในบ้านเรานั้น ห่วยแตกสิ้นดี ส่วนใหญ่ทำงานกันตามคำสั่งหนังสือพิมพ์กับทีวี ถ้าหากอุดปากสื่ออยู่ เรื่องก็ไม่เกิด

4. แรงจูงใจมันสูง เพราะคิดเอาว่าถ้าโครงการ C มันมีร้อยห้อง (ห้องชุดอาคารสูงราคาถูก มักจะมีจำนวนห้องเยอะกว่านั้น) ห้องละสองล้าน ขายได้สักครึ่ง ผ่อนไปประมาณ 60 % ก็ปล้นไปได้ 60 ล้านบาทเหนาะ ๆ ยังไม่นับกำไรจากโครงการ A และ B ด้วย

จริง ๆ มีเหตุผลปลีกย่อยอีกหลายข้อ แต่แค่นี้น่าจะพอ มากไปจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกเปล่า ๆ

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณที่อ่านจนจบอีกล่ะครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่าน ตัดสินใจซื้อบ้านได้ดีขึ้นครับ

Penz

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบคุณที่มาเตือนครับbig smile

#1 By SkyKiD on 2008-03-21 00:41

เชียงใหม่ก็เยอะนะครับ

เป็นอันรู้กันกับชีวิตอยุ่แล้ว ว่า ถ้าไมู่้จักคนขายดีอย่าไปซื้อ

หรือบางที่ เจอสร้างเสร็จแต่อยู่ไม่ได้ก็ มีถมไป

#2 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-03-21 07:08

sad smile เรื่องพวกนี้มีเยอะ บางทีก็ต้องยอมเสี่ยงสำหรับบางคน ยอมซื้อตอนที่ยังไม่สร้าง

แต่เด๋วนี้ ถ้าเน้นบ้านมียี่ห้อก็ไม่น่ามีปัญหาแล้วsad smile

#3 By หมูทอดซามะ on 2008-03-21 08:09

ถ้าจะถามหาจิตสำนึกของคนในสังคมนี้คงจะย๊ากๆๆๆๆๆ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าไปนอนในคุกก็ยังไม่มีวันยอมรับว่าผิด
ถึงจะอยู่ในคุกแล้วก็อาจจะบอกว่าโดนกลั่นแกล้ง เอ...มันชักคุ้นๆแฮะ อิๆ

#4 By ทอม on 2008-03-21 13:21

Hot! Hot! Hot! ชอบ!!

เขียนอ่านง่ายซะยิ่งกว่าคู่มือเลี้ยงเด็กอีกครับ
Hot!Hot! Hot! สำนวนภาษาเขียนได้ดีมากค่ะ
แล้วเรื่องราวก็จริงสุดๆ...คนสมัยนี้ห่วงแต่กำไรกันทั้งน้าน ใครจะเป็นยังไงชั้นไม่สนขอรวยไว้ก่อน จบ