[เรื่องเก่าเล่าใหม่] ความพอใจอยู่ที่ไหนกันนะ?

     

     

    นี่เป็น Entry ตั้งวันที่ 28 เมษายน 2550 จาก My Space ของผมเองครับ (ซึี่งปัจจุบันนี้ปิดตัวไปแล้ว) ที่เอามาลงนี่ก็มีหลายจุดประสงค์ครับ อย่างแรกคือ Climate การเมืองที่รุนแรงตอนนี้ ทำให้ผมลองย้อนกลับไปดูอดีตของตัวเองดู (เกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็กำลังถามตัวเองอยู่เหมือนกัน) อย่างที่สองคือ ไปมันเป็นบทความที่ช่วยให้ผมเคยหยุด แล้วถามตัวเองบ่อยขึ้นว่า "เราต้องการ สิ่งที่เรากำลังแสวงนี้ จริงหรือ?"

    เพื่ออรรถรสในการย้อนเวลา ผมจะไม่แก้ไขข้อความใด ๆ ทั้งสิ้นจากข้อมูลต้นฉบับเบื้องล่างนี้นะครับ แต่จะมี Remark ตอนจบ บอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงหรือเป็นผลต่อสถานการณ์ปัจจุบันครับ

     

     

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปกันเลยดีกว่า...

     

     

    28 เม.ย. 2550
    วันนี้ก็เป็นวันที่สองแล้วครับที่นาย Penz มีโอกาสได้ไป
    เรียนติวเตรียมสอบ CUBEST ที่สถาบัน The Bright Brain
    อาจารย์ท่านที่มาสอนผมนี่ท่านเป็นนักคิดที่เก่งมากครับ
    แล้วก็เป็นคนที่มีปรัชญาในการใช้ชีวิตที่ตรงใจผมอย่างบอก
    ไม่ถูก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานี่ผมคิดว่ามีคนมองโลก
    และการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในมุมมองเดียวกับผมน้อยคนเหลือ
    เกิน และไม่คิดว่าในเมืองอันวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ นี่จะได้
    มาพบกับคนแบบนั้น ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า ผมยังสะกดชื่อ
    อาจารย์ท่านไม่ถูก ดังนั้นผมจะยกเรื่องชื่อไปไว้วันหลัง แต่ถึง
    กระนั้นก็ตามครับ มีผู้มีพระคุณของผมท่านหนึ่งเคยพูดเอาไว้

    "ชื่อของเรานั้นไม่สำคัญเลยสักนิด สิ่งที่สำคัญกว่าคือตัวเรานั้น
    เป็นใครผ่านอะไรมาบ้าง แต่อย่างไรก็ดี ตัวตนของเรานั้นยังมี
    ความสำคัญเทียบกันไม่ได้เลย กับสิ่งที่เราทำ..."

    และนี่คือสิ่งที่อาจารย์คนนี้ทำครับ...

    ท่านพูดเปรย ๆ ขึ้นมาเป็นประโยคสั้น ๆ ขณะที่เรากำลังให้
    ความสนใจกับสมการความหน้าจะเป็นที่เขียนโดยปากกาเคมี
    สีน้ำเงินบนกระดานสีขาวเบื้องหน้า

    "โจทย์พวกนี้น่ะง่ายมาก..."

    ก่อนที่จะเริ่มต้นพูดต่อจนกินเวลาติวไปเกือบครึ่งชั่วโมง
    แต่ผมกลับไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยสักนิด

    "จริง ๆ แล้วการสอบเข้าปริญญาโทในไทยนั้นง่ายเหลือเกิน..."

    แล้วนักเรียนทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมองอาจารย์

    "ถ้าเทียบกับการเรียนให้จบปริญญาโทแล้วล่ะก็ มันง่ายมาก
    แล้วเมื่อคุณสอบได้คุณจะนึกถึงคำพูดผม... ยิ่งภาคพิเศษ
    ล่ะก็คุณจะจำได้ขึ้นใจทีเดียว แค่กว่าจะเรียนเสร็จต่อวันก็สาม
    ทุ่มแล้ว ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ยังต้องอยู่ทำโปรเจคต่อตอนค่ำ
    เที่ยงคืนตีสองถึงจะได้นอน..."

    อาจารย์เก็บปากกาเคมีใส่กระเป๋าแล้วพูดต่อ

    "แล้วคุณก็จะต้องการที่จะเลิก... เพราะคนส่วนมากไม่ได้
    เตรียมพร้อมที่จะเจอกับมัน ทุกคนเอาแต่เตรียมตัวสอบแต่
    ไม่เคยเตรียมใจจะเรียนในสภาพนั้น..."

    อาจารย์นั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอามือลูบคางที่มีหนวดสั้น ๆ เหมือน
    ไม่ได้โกนมาสักวันเห็นจะได้

    "โดยเฉพาะผู้หญิง พวกคุณรู้ไหมว่าผู้หญิงสอบติดปริญญาโทมาก
    แล้วก็เรียนไม่จบมากอีกต่างหาก และเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันเกิด
    ขึ้น ก็คือการตั้งครรภ์... ทั้ง ๆที่รู้ว่าชีวิตการเรียนปริญญาโทเป็น
    อย่างไรก็ยังปล่อยให้ตัวเองตั้งครรภ์แล้วก็เครียดจนเรียนไม่ไหว
    ต้องลาออก"

    อาจารย์ลุกขึ้นยืนอีก

    "คุณรู้ไหมว่าสังคมเรานี้มีปัญหาที่ความไม่พอ... เราส่วนมากมีความ
    สุขขณะที่ได้บางสิ่งมาครอบครองแล้วก็มีความสุขแค่ขณะที่ได้
    นั้นจริง ๆ..."

    อาจารย์เริ่มเขียนคำสี่คำลงบนกระดาน

    "หลังจากเราได้มันมาแล้วเราก็เริ่มเบื่อหน่ายและบ่อยครั้งกลับ
    เกลียดสิ่งที่ตัวเองคิดว่าได้มาแล้วจะมีความสุขเสียด้วยซ้ำ..."

    คำสี่คำนั้นคือ เสื้อ กระโปรง กางเกง และ รองเท้า

    "วันนี้เป็นวันเงินเดือนออก... ส่วนมากแล้วหลังจากเงินเดือน
    ออกทุกคนก็จะไปเดินห้าง ซื้อเสื้อผ้ารองเท้าใหม่ใส่... มัน
    มีความสุขนะ อาจารย์ก็เข้าใจแล้วไม่ได้ติเตียนอะไร ชีวิตใคร
    ก็ชีวิตคนนั้นน่ะแหละ ชอบแบบไหนก็ทำไปเถอะ แค่จะให้ทำ
    โจทย์สมการอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง..."

    อาจารย์เริ่มเขียนต่อ

    "ส่วนมากแล้วโจทย์ที่เจอกันในข้อสอบปริญญาโทนั้นจะเกี่ยว
    ข้องกับการนับ ก็คือนับความเป็นไปได้ทั้งหมดของเหตุการณ์
    หรือการผสมผสานที่เกิดขึ้น..."

    อาจารย์เขียนตัวเลขลงไปใต้คำทั้งหมดในข้างต้นนั้น

    "สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งมีเสื้อ 40 ตัว กางเกง 20 ตัว กระโปรง
    20 ตัว และ รองเท้า 10 คู่ ตัวเลขนี้ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้
    มากมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับความเป็นจริง..."

    อาจารย์เก็บปากกาอีก

    "ลองหาคำตอบดูซิว่ามีวิธีการแต่งตัวจากเครื่องแต่งกายทั้งหมด
    นี้กี่วิธี?"

    ผมเริ่มจรดปลายปากกาลงบนกระดาษบันทึก ในใจก็คิดไปว่า
    กระโปรงกับกางเกงนี่คงใส่คู่กันไม่ได้ดังนั้นสมการที่ควรจะ
    ออกมาจะต้องมีทั้งการคูณและการบวกผสมกัน...

    ผลที่ได้จึงออกมาดังนี้

    40x(20+20)x20 = 32,000 วิธี

    สักพักหนึ่งอาจารย์ก็เขียนเลข 32,000 ลงไป... ผมแปลกใจ
    มากที่ผมตอบถูกในครั้งแรก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรหรอก
    แล้วอาจารย์ก็พูดต่ออีก

    "สมมติว่านั่นเป็นแค่ชุดทำงาน และคุณไปทำงานทุกวัน 365 วัน
    อย่างขยันขันแข็งตลอดชีวิต คุณจะสามารถแต่งตัวไปทำงานได้
    60 กว่าปีโดยแต่งตัวไม่ซ้ำกันเลยสักวัน..."

    อาจารย์หยุดพูดเพื่อลูบคางตัวเองอีก

    "คนบางคนมีเยอะกว่านี้มากถึงขนาดได้กลับชาติมาเกิดได้สอง
    ครั้งก็ใส่ไม่หมด...คุณลองสังเกตดูละกันว่าคนบางคนเขาแต่งตัว
    ให้ดูดีได้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้มีเสื้อผ้ามากมายอะไร เพียงแต่เลือก
    เสื้อผ้าใหม่ให้เข้ากันได้กับสิ่งที่มีอยู่ในตู้เสมอก็สนับสนุนความ
    พอเพียงได้แล้ว... เอาล่ะเรามาดูเรื่องการจัดลำดับกันต่อดีกว่า..."

    ผมรู้สึกเหมือนเวลารอบตัวผมหยุดไปชั่วขณะ ผู้ชายคนนี้ได้ให้
    อะไรกับทุกคนในห้องมากเหลือเกิน เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงนี้ก็
    คุ้มค่าเกินพอกับเงินค่าเรียนที่ได้จ่ายไปเสียอีก...

    ลองนึกดูสิครับว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราเคยคิดว่าเราได้สิ่งใด
    หรือเป็นอะไรแล้วเรามีความสุขบ้าง แล้วดูว่า ณ วันนี้เมื่อเราได้
    เราเป็นสิ่งเหล่านั้นแล้ว เรารู้สึกอย่างไรกับมัน

    เขียนประสบการณ์พวกนั้นลงในสเปซของผมบ้างก็ได้นะครับ

    สุดท้าย... ผมยินดีมากที่ได้เล่าสู่เรื่องพวกนี้กันฟัง....

     

     

     

     

    จบบันทึกของผมในวันนั้นครับ...

    ในที่สุด ชื่อของอาจารย์ท่านนี้ก็หายสาบสูญไปกับความทรงจำ อันแสนไร้สมรรถภาพของผม... ไม่ถึงสัปดาห์หลังจาก Entry นี้ ผมได้งานแรกที่เข้ามาทำในกทม. และเป็นงานแรกในฐานะลูกจ้างประจำ ผมถามชื่อของอาจารย์แล้วจำเอาไว้ในช่วงนั้น แต่ลืมที่จะบันทึกไปเสียสนิท ไม่นึกเลยว่าเวลาจะทำให้ผมหลงลืมชื่อท่านไปได้ รู้สึกละอายอย่างบอกไม่ถูกจริง ๆ

    ผมทำงานอยู่ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี และเข้าสอบ CUBEST กับ CUTEP เรื่อยมา จนในที่สุดก็มีข่าวดีเมื่อต้นปีนี้เอง นั่นก็คือผมได้เข้าเรียนปริญญาโทที่นี่ครับ http://cutip.net/ รายละเอียดเกี่ยวกับภาควิชา ไว้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมากกว่านี้ ผมค่อยเล่าให้ฟังแล้วกันครับ

    ชีวิตปริญญาโทเป็นแบบที่อาจารย์ท่านพูดจริง ๆ ครับ แต่ก็อย่างว่านั่นล่ะ ถ้าหากได้มาง่าย ๆ มันก็ไม่มีค่าอะไร... ตอนนี้ผมออกจากงานแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องเรียนหรอกนะครับ แต่เพราะตอนนี้การเงินเป็นอิสระพอ ที่จะหางานซึ่งผมจะทุ่มชีวิตให้กับมัน แล้วเริ่มลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ มากกว่า

     


    ไหน ๆ วันก่อนก็เคยแปล Quote ของอินเดียนแดงฝากไว้ตอนท้าย Entry แล้ว วันนี้มาเล่าเรื่องเก่าให้ทันสถานการณ์ ก็เอา Quote ที่ว่าด้วยอดีตของ Carl Sandburg มาแปลห้วน ๆ ตามความสามารถของผมละกันครับ (จริง ๆ ก็พยายามหา เผื่อว่ามีผู้มีความสามารถเคยแปลไว้แล้ว แต่ไม่ยักเจอ)

    “When a nation goes down, or a society perishes, one condition may always be found; they forgot where they came from. They lost sight of what had brought them along.” - Carl Sandburg

    "เมื่อครั้งชาติใดล่มหรือชนใดสิ้น เราจะพบความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งนี้เสมอ... พวกเขาลืมไปว่าได้เริ่มออกเดินทางมาจากไหน หรือไม่ ก็มองไม่เห็นเสียแล้วว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"

     

    จะว่าไป... เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไงนะ? โพสท์ไว้เป็นคอมเมนท์ก็ได้นะครับ

     

     

     

     

    ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านครับผม

    Penz

     

     

    Comment

    Comment:

    Tweet

    #10 มันผิดมาตั้งแต่ต้นฉบับแล้วล่ะครับ ห่ะห่ะ

    รู้แล้วใช่มะว่าทำไมผมต้องไปติว cry

    #11 By Penz on 2009-02-18 23:09

    ขอโทษนะครัับ
    ความจริง
    คนเค้าใส่รองเท้าเป็นคู่ไม่ใช่เหรอ
    555+
    cry double wink

    #10 By トゥーイオ on 2009-01-28 19:51

    ประทับใจมากครับ

    วันนี้เรื่อยๆทำข้อสอบอยู่ แวะเข้ามาอ่านแล้วชอบมากเลย
    big smile

    #9 By -ratsder- on 2008-09-30 13:49

    เคยอ่านเรื่องทำนองการแต่งตัวแบบนี้เหมือนกัน

    ไอนสไตน์มีเสื้อผ้าแค่สองสีเท่านั้น สีขาวกับดำ เขาให้เหตุผลว่า จะได้ไม่ต้องมาเปลืองสมองเลือกเสื้ิอผ้า...double wink (เอาเวลาไปคิดอย่างอื่นแทนสินะ)

    #8 By Eddalion on 2008-09-12 01:29


    คำQuoteของCarl Sandburg น่าสนใจและชวนขนลุกนิด ๆopen-mounthed smile
    Hot! Hot! Hot!

    เอนทรี่นี้ผมชอบมากๆเลยครับ

    อาจารย์ท่านนั้นพูดได้โดนใจผมมากๆ....ตอนนี้ผมกำลังเรียนปริญญาโทอยู่....สิ่งที่อาจารย์ท่านนั้นพูด ถูกต้องอย่างที่สุด ....แรกเริ่มผมคิดว่าสอบเข้าน่ะมันยาก แต่พอได้เรียนแล้วมันยากยิ่งกว่า ทุกวันนี้ผมเรียนภาคปกติ แต่สามารถรู้สึกได้เลยว่าภาคนอกเวลาจะหนักกว่ามาก เพราะงานเยอะ(งานที่อาจารย์สั่งให้ทำเป็นการบ้าน)

    ปล.จากRep5 เพราะรองเท้า10คู่มี20ข้างครับ confused smile

    #6 By SkyKiD on 2008-09-03 20:33

    เอ่อ
    ว่าแต่ขอถามเรื่องคำนวณหน่อยได้ปะคะ
    สงสัยมาตั้งแต่เช้าแล้วว่าทำไมได้สามหมื่นสองอะค่ะ
    คิดหัวแตกก็ได้หมื่นหกอ้ะ sad smile
    วานชี้แนะด้วยนะคะ

    #5 By Bluemoon on 2008-09-03 18:09

    #4 กำลังรวบรวมภาพแล้วก็ศึกษาวิธีการใส่รูปในส่วนต่าง ๆ ของ CSS อยู่ครับ ตอนนี้เลยแค่ประทับตรา Censored ไว้บนหัวบล๊อกตัวเองก่อน

    #4 By Penz on 2008-09-03 15:22

    เรียบเรียงความคิดเป็นถ้อยคำได้ดีมากอย่างน่าทึ่งเลยครับ

    อีกนิด Theme ใหม่?

    #3 By on 2008-09-03 15:10

    ข้อความในกรอบขาวๆ เหมาะกับการอ่านแบบช้าๆ มากๆ big smile

    #2 By Bluemoon on 2008-09-03 09:37

    ชอบมากๆ
    ความคิดของ อจ. ท่านนั้นดีจริงๆค่ะ

    ขออนุญาติแอ๊ดเป็น favorite นะคะ

    #1 By momoocha on 2008-09-03 07:38