หากท่านเพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก กรุณาอ่าน Disclaimer เสียก่อนเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพจิตของตัวท่านเองครับ

เวรกรรมจริง ๆ ครับ เผลอกดลบบันทึกไปซะงั้นแหละ... ลงใหม่อีกรอบครับ

 

ทำไมบันทึกนี้จึงมีสีดำ?

ยังไม่มีใครถามผมหรอกครับ แต่ค่อนข้างจะมั่นใจว่าพอเริ่มดังแล้วเดี๋ยวจะต้องมีคนถาม เลยขอตีตนไปก่อนไข้สะเออะตอบเสียก่อนตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จักเลยกัน

สาเหตุที่บันทึกผมใช้สีที่อึมทึมและหม่นหมองอย่างนี้ นอกจากต้องการจะสนอมสายตาของผู้อ่านแล้ว ยังมีพื้นฐานมาจากการต่อต้านนโยบายควบคุม หรือคุกคามเสรีภาพในการการแสดงออกของประชาชนอีกด้วย ความเดิมนี้ย้อนหลังไปครั้งปี พ.ศ. 2539 เมื่อรัฐบาลสหรัฐ ตรากฎหมายว่าด้วย สิทธิของรัฐบาลในการเข้าควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ ทางอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในสมัยนั้นได้ทำการประท้วงอย่างเงียบ ๆ โดยการเปลี่ยนฉากหลังของเว็บไซต์ตนเองเป็นสีดำ ต่อจากนั้นมาก็มีการใช้สีอื่นพื้นหลังเพื่อแสดงการประท้วงในกรณีต่าง ๆ เรื่อยมา

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเดาออกแล้วว่าผมจะกล่าวถึงเรื่องอะไรเป็นอันดับต่อไป ประเด็นสังคมในกลุ่มคนสมัยใหม่ขณะนี้ ถ้าจะเริ่มพูดก็คงไม่พ้นเรื่องของการเซ็นเซอร์ ซึ่งผมจะไม่ขอยกตัวอย่างการกระทำเฉพาะอันใดอันหนึ่ง เนื่องจากมีผู้นำมาตีพิมพ์และวิพา์กวิจารณ์กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว

แต่ก่อนที่ผมจะตีพิมพ์เนื้อหาที่เหลือนั้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวผมเองจึงขอทำการเซ็นเซอร์หน้าตัวเองก่อน

 

เพียงเท่านี้ ถ้าหากท่านไม่เหลือบไปมองมุมบนซ้าย ก็จะไม่เห็นหน้าอันอัปลักษณ์ของผมแล้ว ผมจึงขอตีพิมพ์บทความต่อตามประเด็นที่ได้เปิดไว้

 

สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้มีระดับความรุนแรงสูงมาก หากไม่พร้อมจะทำใจรับความเห็นแก่ตัวหรือความก้าวร้าวของผมได้ กรุณาปิดหน้านี้แล้วไปเปิดละครหลังข่าวดูต่อละกันครับ

 

สิ่งที่ผมจะกล่าวถึงนั้น ไม่ได้ว่าด้วยการต่อต้านการเซ็นเซอร์ ผมคือบุคคลหนึ่งที่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ และการแบ่งประเภทสื่อ ด้วยการปฏิบัติที่เหมาะสมแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้จะปกป้องผู้คนในชาติ และช่วยส่งเสริมการพัฒนาความคิดและบุคลากรไปได้ในทิศทางที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งสองสิ่งนี้นั้น ต้องมาเผชิญหน้ากับ "ตอ" ที่ใหญ่ที่สุดที่มันเคยพบมา และไม่มีทีท่าว่าจะข้าม "ตอ" นี้เพื่อเดินหน้าต่อไปได้ง่าย ๆ

"ตอ" ที่ผมกล่าวถึงในที่นี้ คือสิ่งที่เราเอ่ยปากเรียกกันปาว ๆ ว่า "ศีลธรรม" อยู่ทุกวันและที่สำคัญไปกว่านั้นคือ "ระบบราชการไทย"

ถ้าหากเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสฟัง พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550 แล้ว

ไม่ว่าทุกท่านจะตั้งใจฟังหรือฟังผ่าน ๆ สิ่งที่แตกต่างจากทุกปีนั้นคือประโยคที่ผมอัญเชิญมานี้ครับ

 

"ถ้าเผยความลับราชการก็อาจจะดีก็ได้ เพราะว่าความลับราชการก็ไม่ได้เรื่องอยู่ดี" - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

อันนี้ผมไม่บังอาจตีความครับเพราะผมตระหนักดีว่า ผมไม่ได้อยู่ในสถานะจะตีความพระบรมราโชวาทได้ และผู้ที่ตีความพระบรมราโชวาทส่วนมากก็มักจะมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การตีความพระบรมราโชวาทปลุกระดมให้ล้มล้างประชาธิปไตยเป็นต้น

เข้าประเด็นต่อดีกว่าครับ เมื่อสิ่งที่ผมเรียกว่า "ระบบราชการไทย" มาปะทะกับ "การเซ็นเซอร์" แล้วผลก็ออกมาเป็นแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้ล่ะครับ การปกปิดเนื้อหาและภาพซึ่งตั้งอยู่บนหลักการที่หลักลอย เหมือนกับว่าคนปิดใคร่จะปิดตรงไหนก็ปิด ขาดวิจารณญานเอาเสียขนาดหนัก หนำซ้ำยังลุกลามไปถึงการปกปิดในสื่อที่ผู้ชมเสียเงินค่าบริการเพื่อรับชมอีกต่างหาก พฤติกรรมอย่างนี้เหมือนกับปกปิดทำหลักฐานให้เป็นประเด็นสังคม คนพูดถึงเยอะ ๆ ให้ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าได้ปิดกันแบบจะ ๆ ตามใบสั่งแล้วเป็นแล้วกัน เหมือนจงใจเรียกร้องสาธารณะชนให้สนใจการปกปิดข้อมูลเสียจนเกินการณ์ ทำให้ผมนึกถึงภาพข้างล่างนี่...

 

 

การเซ็นเซอร์ในโทรทัศน์สาธารณะนั้น ผมคงจะไม่กล่าวถึงเนื่องจากเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่ายและมีสัญญาเผยแพร่ ที่ขึ้นตรงกับทางราชการ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความผมเห็นด้วยกับมาตรฐานการปกปิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ แต่การเซ็นเซอร์เนื้อหาของสื่อซึ่งผู้บริโภคได้เสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาจัดซื้อมานั้น เป็นการกระทำที่ผม ย้ำนะครับ "ผม" ใส่อัตตาลงไปในคำนี้เยอะ ๆ ครับ ไม่เห็นด้วยและขอประณามความขาดความรับผิดชอบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง ถ้าหากต่อไปนี้ ราชการจะเซ็นเซอร์ สื่อที่ผมใช้น้ำพักน้ำแรงซื้อมาล่ะก็ ผมก็จะประท้วงด้วยการเริ่มซื้อสื่อที่เป็นแผ่นเถื่อนสำเนานอก เหมือนกัน

ที่ผมรู้สึกเจ็บกับการ เซ็นเซอร์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นในโรงภาพยนตร์ก็ดี ในแผ่นบันทึกข้อมูลก็ดี ผมไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้ามีลิขสิทธิ์พวกนี้เพื่อบริโภคสื่อซึ่งผ่านการดัดแปลง โดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์และวิชาชีพเกี่ยวกับสื่อที่ผมจ่ายเงินซื้อมา ผมไม่โหลดหนังบิท และไม่ซื้อแผ่นเถื่อนของสื่อทุกประเภทที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยทั้งสิ้น ทั้งนี้รวมถึงบรรดาเกมส์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผมจึงถือว่าผมเองเป็นผู้ที่มีสิทธิ์และเสียงเต็มที่ ในการวิพากและประณามการกระทำนี้

ผมมั่นใจครับว่าผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบกับการปกปิดข้อมูลนี้ ไม่มีทางชายตามามองบันทึกของผมแน่นอน เพราะดูจากการกระทำที่ผ่าน ๆ มาแล้ว ผมมั่นใจได้ว่า พวกเขา "ไม่อ่านเว็บ" แล้วผมก็ไม่ใช่เจ้าพ่อเจ้าแม่สื่อรายใหญ่ ที่แค่ผายลม ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ก็เงี่ยหูฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจแล้ว

ไหน ๆ ก็ออกทะเลไปสามบรรทัดแล้ว ออกต่อสักหน่อยเหอะ คนพวกนี้นำเงินค่าจ้างซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ตัดออกจากรายได้ของผมไป ทุก ๆ เดือน โดยส่วนที่หักเกินก็ไม่จ่ายดอกเบี้ยให้ผมอีกต่างหาก ท่านผู้อ่านลองนึกดูเหอะครับ เรากำลังจ่ายเงินค่าจ้างให้คนที่ทำหน้าที่อีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ โดยที่เราไม่มีสิทธิ์มีเสียงไปไล่เขาออกด้วย คิดแล้วมันรู้สึกบัดซบไปถึงทรวงในจริง ๆ ถ้าหากเป็นลูกน้องผมล่ะก็ ป่านนี้ได้ออกไปหางานใหม่แล้วล่ะครับ ผมไม่เก็บไว้ให้เปลืองข้าวเที่ยงโรงอาหารบริษัทหรอก

มาถึงตอนท้ายของบันทึกนี้แล้ว ผมไม่ขอนำเสนอทางออกให้กับปัญหานี้หรอกนะครับ มีคนที่ฉลาดและมีสติปัญญาสูงส่งกว่าผมเขาเสนอไปเยอะแยะแล้ว แต่คาดว่าคงจะไม่ได้รับพิจารณาอีกเช่นกัน แต่ผมก็ไม่ได้วิพากเอาเปล่า ๆ นะครับ ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งจากอันไซโคลพีเดียมาฝาก ซึ่งเหมาะกับผู้รับผิดชอบงานนี้โดยตรงมากครับ

 

หนังสือดีพิมพ์นิยม

 

ขอบคุณท่านผู้อ่านมากนะครับที่สละเวลาชายสายตามาอ่านบันทึกนี้ ถ้าหากต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงเงียบนี้แล้ว ก็มาออกแบบธีมสีดำสวย ๆ ไว้ใช้ในบันทึกของท่านกันเถอะครับ

ทั้งนี้ผมไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ผมไม่ฝักใฝ่แสวงรวมกลุ่มใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย หากแค่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดนั้น กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ กี่คน ก็ได้ครับ แต่ถ้ารวมกลุ่มแล้ว ผมต้องเลือกข้าง ผมจะเสียความเป็นกลางเสียจุดยืนของผมเอง ดังนั้นผมขออยู่อย่างเดียวดายอย่างนี้ดีกว่า

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบอีกครั้งครับ

Penz

ปล. ผมล่ะอยากจะคอสเพลย์ชุดนี้ไปเดินประท้วงใจจะขาด...

เพนกวิ้นน่ารรักดีนะครับ...